คำถาม :
  บุหรี่มีผลต่อช่องปากอย่างไรบ้าง?

คำตอบ :

  มีรายงานว่าบุหรี่ ซิการ์และผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่นๆจะสามารถไปเพิ่มอัตราการเกิดโรคมะเร็งในช่องปาก รวมทั้งอัตราการเกิดโรคเหงือกหรือโรคปริทันต์ได้

  นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ยาสูบเหล่านี้ จะไปทำให้เกิดการทำลายการยึดเกาะของกระดูกและเนื้อเยื่อที่มีต่อตัวฟัน ตัวอย่างนี้ที่เห็นได้ชัดในเรื่องนี้ก็คือ การมีเหงือกร่นลงไป โดยเหงือกที่ร่นลงไปนี้เมื่อร่นลงไปมากๆจะทำให้รากฟันอยู่เหนือขอบเหงือกขึ้นมา ซึ่งจะมีผลให้เกิดอาการเสียวฟันเมื่อรับประทานอาหารที่ร้อนหรือเย็น และมีผลทำให้เกิดฟันผุได้ง่ายอีกด้วยเนื่องจากบริเวณรากฟันจะไม่มีเคลือบฟันห่อหุ้มอยู่

  การสูบบุหรี่ยังทำให้แผลถอนฟันหรือแผลผ่าตัดในช่องปากหายช้าและยังทำให้เกิดกลิ่นปาก คราบสีบนตัวฟันบนลิ้นอีกด้วย
   
     
     
  คำถาม :
  เมื่อไหร่จึงควรจะถอนฟันน้ำนม?

คำตอบ :


  หน้าที่หลักๆของฟันน้ำนมนั้นมีอยู่ 2 ประการ ประการแรกคือ ช่วยทำให้ฟันแท้ที่จะขึ้นมานั้นขึ้นมาได้อย่างเหมาะสม โดยฟันน้ำนมจะช่วยกันที่เอาไว้ให้ฟันแท้มีที่ขึ้นมา และช่วยไม่ให้ฟันที่อยู่ข้างเคียงล้มหรือเคลื่อนมาปิดที่ดังกล่าว

  อีกประการหนึ่งคือ ถ้าไม่มีสิ่งผิดปกติแล้ว รากของฟันน้ำนมจะช่วยเป็นแนวทางให้ฟันแท้ขึ้นมาในแนวและตำแหน่งที่เหมาะสม

  บางครั้งถ้าฟันน้ำนมถูกถอนออกไปก่อนกำหนด แผลบริเวณเหงือกนั้นจะหายเป็นปกติและปิดทางฟันแท้ที่อยู่ข้างใต้ ทำให้การขึ้นของฟันแท้เป็นไปด้วยความยากลำบากและขึ้นมาช้ากว่าปกติ

  เหตุผลที่อาจจะจำเป็นต้องถอนฟันน้ำนมก่อนกำหนดมี 3 ประการ คือ

    1. เมื่อมีฟันแท้บางซี่ที่พยายามที่จะขึ้นมาแต่ขึ้นมาผิดตำแหน่ง หรือมีฟันน้ำนมขวางอยู่

    2. เมื่อฟันน้ำนมนั้นทำให้เด็กเคี้ยวอาหารลำบากซึ่งโดยมากมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ

    3. เมื่อฟันน้ำนมเชื่อมติดอยู่กับกระดูกข้างใต้ ทำให้ฟันแท้ขึ้นมาไม่ได้

   
     
     
  คำถาม :
  สูบบุหรี่มาหลายปีแล้ว ต่อมาสังเกตเห็นมีเนื้อเยื่อในปากเป็นแผ่นนูนสีขาวๆ ควรทำอย่างไร?

คำตอบ :


  แผลที่เกิดขึ้นมาในปากเกิน 1 สัปดาห์แล้วยังไม่หาย ควรจะไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจพิเคราะห์ แผ่นนูนสีขาวที่เกิดนี้จะมีลักษณะหนา มีสีขาว อาจเกิดบริเวณกระพุ้งแก้ม ที่เหงือกหรือที่ลิ้นก็ได้ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดแผ่นนูนสีขาวนี้มาจาก การเจริญเติบโตของเซลล์เนื้อเยื่อในช่องปากที่มีมากเกินไป

  คนที่สูบบุหรี่จะพบลักษณะแผ่นนูนแบบนี้ได้มาก นอกจากนี้ยังพบได้ในคนที่มีการระคายเคืองในช่องปาก เช่น คนที่ใส่ฟันปลอมที่มีลักษณะหลวมหรือไม่พอดี ในคนที่มีนิสัยชอบกัดกระพุ้งแก้มตัวเองเล่น 

  อันตรายที่อาจจะมีขึ้นจากแผ่นนูนสีขาวนี้ คือ มันสามารถจะเปลี่ยนแปลงตัวมันไปเป็นมะเร็งได้ ดังนั้นถ้าพบแผ่นนูนที่ว่านี้แล้ว ทันตแพทย์อาจจะจำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อบริเวณนั้นไปตรวจเพื่อที่จะรักษาได้ถูกกับโรคที่เป็นครับ

   
     
     
  คำถาม :
  ฟลูออไรด์มีประโยชน์ต่อฟันผู้ใหญ่หรือไม่?

คำตอบ :


  มีประโยชน์แน่นอนครับ  ถึงแม้เราจะรู้ว่าในเด็กนั้นจะเกิดฟันผุได้ง่ายกว่าในผู้ใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าผู้ใหญ่จะไม่มีสิทธิ์ที่จะมีฟันผุ โดยเฉพาะการผุของฟันที่บริเวณรากฟันนั้นจะพบมากขึ้นเมื่ออายุเราเพิ่มมากขึ้น

  การได้รับฟลูออไรด์เฉพาะที่จะสามารถไปเพิ่มปริมาณฟลูออไรด์ที่อยู่ที่ผิวนอกสุดของฟัน ทำให้ฟันแข็งแรง ไม่ผุง่าย วิธีที่เราสามารถรับฟลูออไรด์เฉพาะที่ได้ก็คือ การแปรงฟันด้วยยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ การเคลือบฟลูออไรด์โดยทันตแพทย์

   
     
     
  คำถาม :
  ใส่ฟันปลอมแบบติดแน่นต้องดูแลยังไง?

คำตอบ :


    การใส่ฟันปลอมแบบติดแน่นหรือสะพานฟัน (Bridge) นั้นการรักษาความสะอาดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เนื่องจากเราถอดออกมาล้างไม่ได้เหมือนฟันปลอมแบบถอดได้ 
หากไม่สามารถรักษาความสะอาดได้ดีพอก็จะเกิดปัญหาเรื่องเศษอาหารติด และกลิ่นปากก็เป็นสิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

    นอกจากนี้ถ้าเรารักษาความสะอาดไม่ดีพอก็อาจจะทำให้อายุการใช้งานของฟันปลอมสั้นกว่าที่ควร เนื่องจากตัวฟันที่ทำหน้าที่เป็นฟันหลักจะเสียหายจากโรคฟันผุและเหงือกอักเสบ 
อันเป็นสาเหตุของการสูญเสียฟันเพิ่มในที่สุด

    การรักษาความสะอาดฟันปลอมชนิดติดแน่น สามารถทำได้ไม่ยาก 
อาศัยการดูแลสุขภาพปากตามปกติ ได้แก่การแปรงฟัน ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟัน 
ในส่วนบริเวณใต้ฟันปลอมที่ไม่สามารถเอาไหมขัดฟันลงไปได้นั้น เป็นบริเวณที่มีปัญหาเรื่องเหงือกอักเสบได้ง่ายที่สุด เราสามารถใช้ไหมขัดฟันแบบพิเศษ ที่มีปลายแข็งสอดแทรกลงไปขัดใต้ฟันปลอมได้ เรียกว่า 
Superfloss หรือ Floss threader ซึ่งสามารถขอรับคำแนะนำหรือวิธีใช้จากทันตแพทย์ผู้ให้การรักษา

   
     
     
  คำถาม :
  ฟันผุเป็นเรื่องของเด็กๆจริงหรือ?

คำตอบ :

    ไม่เลยครับ การเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นเมื่อเรามีอายุมากขึ้น สามารถเหนี่ยวนำให้เกิดฟันผุในผู้ใหญ่ได้ด้วย 

    การร่นลงไปของเหงือก หรือการมีโรคเหงือกจะไปทำให้มีรากฟันเผยออกมาในช่องปากมากขึ้น ซึ่งรากฟันนั้นจะปกคลุมไปด้วยเคลือบรากฟันที่มีความแข็งแรงน้อยกว่าเคลือบฟัน ซึ่งจะไปมีผลทำให้ฟันผุได้ง่ายขึ้นรวมถึงฟันจะมีความไวต่อความร้อนความเย็นเพิ่มมากขึ้นด้วย พบว่าในผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีโดยมากจะมีฟันผุบริเวณรากฟัน

    นอกจากนี้ฟันผุที่บริเวณรอบๆวัสดุอุดฟันก็พบมากในผู้ใหญ่ทั่วๆไป ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากในสมัยที่ผู้ใหญ่เหล่านี้เป็นเด็กนั้นยังไม่มีการดูแลฟันอย่างจริงจัง และก็มักมีวัสดุอุดฟันจำนวนมากอยู่ในปาก เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ วัสดุอุดฟันเหล่านี้ก็ต้องมีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา อาจจะแตกหัก หรือมีรอยรั่วระหว่างวัสดุอุดฟันกับตัวฟัน และเชื้อโรคก็อาศัยช่องเล็กๆเหล่านี้แทรกตัวลงไปอาศัยอยู่และสร้างกรดขึ้นมาทำลายตัวฟัน ทำให้เกิดฟันผุได้เช่นกัน
   
     
     
  คำถาม :
  ทำไมถึงรู้สึกว่าฟันเหลืองมากขึ้น?

คำตอบ :


    เมื่อเรามีอายุมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เรามักจะรู้สึกกันก็คือ เรารู้สึกว่าฟันของเรามีสีเหลืองมากกว่าเดิม และจะรักษาให้ฟันขาวนั้นทำได้ยากเสียเหลือเกิน สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากมีการสะสมของแผ่นคราบจุลินทรีย์ที่ผิวฟัน ซึ่งมันสามารถสะสมได้เร็วขึ้นและสะสมได้มากขึ้นเมื่อเรามีอายุมากขึ้น จึงจำเป็นต้องไปให้ทันตแพทย์ทำความสะอาดออกไป

    นอกจากนี้เมื่อเราอายุมากขึ้น จะมีการเปลี่ยนแปลงของสีของชั้นเนื้อฟันที่อยู่ภายใต้เคลือบฟัน โดยสีที่เปลี่ยนนี้จะทำให้ดูว่าฟันมีสีคล้ำหรือฟันเหลืองมากขึ้น ซึ่งไม่ถือว่าเป็นสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด

   
     
     
  คำถาม :
  วิธีไหนที่ได้ผลที่สุดในการป้องกันไม่ให้เหงือกอักเสบ ?

คำตอบ :


  การรักษาความสะอาดช่องปากที่ดี จะเป็นทางที่ป้องกันการเกิดเหงือกอักเสบหรือโรคเหงือกได้ดีที่สุด เพราะว่าสาเหตุของการเกิดเหงือกอักเสบก็คือ คราบจุลินทรีย์ที่อยู่บนตัวฟันนั่นเอง

  เราควรจะแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง คือ ตอนเช้าและก่อนนอน และใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง แต่สำหรับคนที่มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการเหงือกอักเสบง่ายอยู่แล้ว ก็ควรจะแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันทุกครั้งหลังมื้ออาหาร

   
     
     
  คำถาม :
  แปรงสีฟันไฟฟ้า จำเป็นต้องใช้แค่ไหน? 

คำตอบ :


  หลายๆท่านคงเคยได้เห็นหรือเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ แปรงสีฟันไฟฟ้ามาบ้างแล้ว ไม่มากก็น้อย หลายๆคนอาจสงสัยว่ามันมีประสิทธิภาพในการ กำจัดคราบจุลินทรีย์ หรือทำความสะอาดฟันได้มาก น้อยเพียงใด วันนี้คงจะได้คำตอบเสียทีนะครับ 

  แปรงสีฟันไฟฟ้ามีการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาหลายแบบ แต่ละแบบก็มีการทำงานแตกต่างกันไป แรกเริ่มเดิมทีแปรงสีฟันชนิดนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในผู้ป่วยพิการที่ไม่สามารถควบคุมหรือบังคับ การเคลื่อนไหวของมือได้ตามปกติ แต่ในปัจจุบันแปรงชนิดนี้ได้ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันกับคนทั่วไป

ประสิทธิภาพ

  ถ้าจะเปรียบเทียบความสามารถในการกำจัดคราบจุลินทรีย์ระหว่างแปรงชนิดนี้กับแปรงสีฟันแบบธรรมดา
จากรายงานผลการวิจัยส่วนใหญ่พบว่ามีประสิทธิภาพพอๆกัน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ 
นอกเสียจากว่าคุณจะแปรงฟันได้แย่กว่าคนทั่วๆไป เช่น แปรงอย่างลวกๆรีบๆ หรือแปรงแบบตามหน้าที่ขอไปที  แปรงสีฟันไฟฟ้าก็อาจให้ผลที่ดีกว่าครับ

ข้อดี :

  ข้อดีของแปรงชนิดนี้คือ สะดวกสบายดี ไม่ต้องทำอะไรแค่ถือไว้อย่างเดียว


ข้อเสีย :

  ข้อเสียคือมีราคาสูงกว่าแปรงสีฟันชนิดธรรมดามาก ทั้งด้ามแปรงและหัวเปลี่ยน

    เท่านี้คุณคงจะได้ความคิดเกี่ยวกับแปรงสีฟันไฟฟ้าบ้างแล้วใช่ไหมครับทีนี้ก็ลองนึกตรองดูเองว่า คุณควรใช้แปรงสีฟันชนิดนี้หรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นกับความพอใจและเงินในกระเป๋าครับของคุณครับ 

   
     
     
   
ศูนย์ทันตกรรม เพื่อประชาทันตแพทย์ 6
( For Public Dental Center 6 )
2/5 ถนนเพชรเกษม ท่าพระ บางกอกใหญ่
กรุงเทพฯ 10600
ยิ้มใส ยามฟันสวย

โทร : 0-2891-8922 , 0-2466-4659
www.fpdental.com
Email : 000006@thai.com
     
   
     
 
Copy Right © 2002. All Rights Reserved.
Best View 800x600, Internet Explorer. Text Size: Medium